มนต์เสน่ห์แห่งยุคฟิล์ม ภาค 2 (จบ) – The Generation Of Films pt.2: When shooting in film

“เช็คประตู!”

ขอเริ่มต้นด้วยประโยคสุดคลาสสิก ใครเกิดทันยุคฟิล์มคงร้อง “อ๋อออ..” กันเป็นแถว

เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้กำกับตะโกนประโยคนี้ขึ้นมา นั่นหมายถึงว่าการถ่ายงานเป็นจบเสร็จสิ้น แต่ๆๆ เดี๋ยวก่อนครับ… งานจะจบและได้กลับบ้านจริงๆ หรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายกล้องครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ… เพราะ “ประตู” ที่ว่านี้คือ “ประตูกล้องฟิล์ม” ที่จะบ่งชี้ว่าชอทสุดท้ายที่เราถ่ายใช้ได้หรือไม่ และคนที่รับผิดชอบดูแลตรงนี้คือ ผู้ช่วยกล้อง 1 ถ้าเช็คประตูแล้วไม่ผ่าน แปลว่าต้องถ่ายชอทสุดท้ายใหม่ แต่ถ้าหากผู้ช่วยกล้อง 1 บอก “โอเค the gate’s good” (ไม่มีเศษฟิล์มหรือฝุ่นติดอยู่ที่ประตูฟิล์ม) ก็เป็นอันเฮ เลิกกองถ่ายแยกย้ายกลับบ้านหรือรวมตัวกันไปปาร์ตี้ต่อได้

“Check the gate!”

This is a magic word back in the film era. Whenever a director says it, we are about to go home. No not yet. The actual “call it a day,” comes from a camera department. Why? The gate is actually a camera film gate and the person who is responsible for it is a 1st AC (assistant cameraman). If he or she says, the gate’s good. (no film debris or dust stuck around the film gate) Then, that’s a wrap.

film-102681_1920

กล้องฟิล์ม.. ยิ่งถ่าย ยิ่งเก่ง

การถ่ายด้วยฟิล์มนั้นต้องอาศัยการเอาใจใส่ทุกรายละเอียด อย่างการเลือกฟิล์มสต๊อคที่เหมาะสมกับงานถ่ายแต่ละงาน, การโหลดฟิล์มเข้าและออกจากแมกกาซีนให้รวดเร็ว-ว่องไวโดยไม่ทำให้ฟิล์มเสียหาย หรือแม้แต่การกำหนดค่ารูรับแสง ต่างๆ นานา เหล่านี้ผมพอผ่านหูผ่านตามาพอสมควรตอนสมัยเป็นนักศึกษา แต่ผมได้มาศึกษาอย่างรู้ซึ้งจริงๆ ก็ตอนที่ได้จับกล้องฟิล์มเป็นๆ ถ่ายงานนี่แหละครับ ด้วยความที่ฟิล์มมีรายละเอียดเยอะ ทำให้ตากล้องถ้ายิ่งได้ถ่ายงานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น และยิ่งต้องย้ำเตือนตัวเองเสมอๆ ว่าแม้เพียงความผิดพลาดแค่เสี้ยวนิดเดียวก็สามารถทำให้งานถ่ายทำทั้งหมดพังได้

Shooting film requires a lot of attentions to details. Which film stocks are right for the project? How to load and unload film as quickly as possible without ruin it? How to correctly determine an exposure? I studied all of these back in film school, but learned them by heart on the real shoots. The more we shoot, the more experiences we gain. Keep in mind that a minor oversight can ruin the whole production.

dsc04986

กว่าจะถ่ายงานได้แต่ละฉาก

ในการถ่ายกล้องฟิล์ม ผมต้องทำการเลือกฟิล์มสต๊อคล่วงหน้าก่อนเสมอ ผมตัดสินใจเลือกโดยคำนึงถึงฉากที่จะถ่าย ไม่ว่าจะเป็นฉากกลางคืน หรือ กลางวัน, ฉากถ่ายนอกอาคาร หรือ ภายในอาคาร รวมไปถึงฉากที่ต้องใช้แสงธรรมชาติ หรือ แสงจากหลอดไฟ ข้อจำกัดของฟิล์มทำให้ตากล้องไม่สามารถปรับเปลี่ยนค่า ASA (ความไวแสง หรือเรียกอีกอย่างว่า ISO) หรือเปลี่ยนแปลงค่าอุณหภูมิสีของฟิล์มได้อย่างหลากหลาย ต้องมีการใส่ฟิลเตอร์เพื่อเปลี่ยนแปลงค่า ASA และค่าอุณหภูมิสีของแสง โดยส่วนตัวผมชอบถ่ายโดยใช้ฟิล์มสต๊อคที่ค่า ASA ต่ำ เพราะพอ ASA ต่ำ เกรนก็จะน้อย ทำให้ได้ภาพที่คมชัด สีสดยิ่งขึ้น แต่หากว่าแสงเริ่มหาย (กรณีที่ถ่ายแสงธรรมชาติ และพระอาทิตย์เริ่มตกดิน) ตากล้องต้องเปลี่ยนฟิล์มสต๊อคที่ ASA สูงขึ้น ซึ่งก็เสี่ยงมากที่จะทำให้เกิดสีของภาพที่ไม่ตรงกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างฟิล์มสองตัว โดยจะสังเกตได้อย่างชัดเจนถ้าชอทที่ใช้ฟิล์มคนละตัวกันถ่ายมาอยู่ต่อเนื่องกันในกระบวนการตัดต่อครั้งสุดท้าย เห็นได้ว่าฟิล์มมีความไวต่ออุณหภูมิสีของแสงสูงกว่าที่สายตาเราจะแยกได้ ผมจึงต้องอาศัยเครื่องวัดค่าอุณหภูมิสีของแสงที่เป็นหน่วย “องศาเคลวิน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการถ่ายงานในพื้นที่ที่ใช้แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนท์ เพราะแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนท์เมื่อกระทบม่านตาเราจะเห็นว่าเป็น แสงสีขาว แต่เมื่ออยู่บนฟิล์มกลับกลายเป็น แสงสีเขียว ผมแก้ไขด้วยวิธีการติด plus green gel ที่หน้าไฟถ่ายหนังทุกตัว หรืออีกวิธีคือถอดหลอดไฟฟลูออเรสเซนท์บนเพดานทุกหลอดออกมาแล้วห่อด้วย minus green gel ก่อนที่จะใส่กลับเข้าไปใหม่ ซึ่งวิธีสุดท้ายนั้นยุ่งยากกว่ามาก ทีมไฟมักโอดครวญทุกครั้งกับวิธีการนี้

When shooting in film, I have to pre-select which film stocks I want to use. I usually make a decision based on the scenes I’m about to shoot, whether it is a day or night, an interior or exterior, or lit by daylight or tungsten. Film doesn’t have a freedom of changing ASA or varying color temperature on the fly. All I can do is put some filters on to color correct or change its sensitivity.  I love to shoot on the low ASA film stock because it gives me a low-grain and crisper image. However, when the light gets low, I have to change to the higher ASA stock, which can cause a color shifting between 2 stocks in the final cutting. Film is much more sensitive to the color temperature than our eyes.  I have to use a kelvin meter to read the color temperature (degree kelvin), especially on a location that the entire floor is lit by fluorescent lights.  This kind of light appears to our eyes as a “white” light, but the film sees it as a “green” source.  In order to color correct the scene, I either put plus green gel in front of every light fixture I use, or roll a piece of minus green gel onto every single one of the fluorescent tube.  For the lighting crews, the second choice is a pain in the ass.

ceiling-698921_1280

ถ่ายฟิล์มต้องอาศัยความชำนาญจากทุกฝ่าย

ฟิล์ม 35 มม. ม้วนขนาด 400ฟุต สามารถถ่ายงานที่สปีด 25fps ได้เป็นเวลาประมาณ 4 นาที ซึ่งถ้าเทียบกับความจุ memory card ของกล้องดิจิตอลในปัจจุบันแล้วนั้น… 4 นาทีนี่อ่อนหัดไปเลยครับ ดังนั้นตลอดช่วงของการถ่ายทำผมต้องเช็คให้มั่นใจอยู่ตลอดว่ามีฟิล์มสต๊อคโหลดใส่ในแมกกาซีนไว้เพียงพอไหม การถ่ายด้วยฟิล์มไม่ใช่แค่อาศัยตากล้องที่ต้องมีความชำนาญ อย่างช่วงเวลาเร่งรีบสุดๆ ถ้าเจอคนโหลดฟิล์มไม่ชำนาญพอ ก็อาจจะก่อความเสียหายให้ฟิล์มได้ เคยมีอยู่ครั้งนึง ผมเห็นคนโหลดฟิล์มง่วนอยู่กับเต็นท์โหลดฟิล์มเป็นชั่วโมงๆ เพราะดันพลาดท่าทำม้วนฟิล์มหลุดจากแกนในขณะที่ถอดฟิล์มที่ถ่ายแล้วออกจากแมกกาซีน และที่แย่กว่านั้นคือ ระหว่างที่คนโหลดฟิล์มพยายามม้วนฟิล์มกลับเข้าที่ แผ่นฟิล์มก็เต็มไปด้วยลายนิ้วมือและหยดเหงื่อ ….ครับ ที่ผมถ่ายมาทั้งหมดกลายเป็นสูญ เราเลยต้องมาเซทฉาก และถ่ายใหม่ทั้งหมดอีกรอบ

The 400 feet 35mm. film shooting at 25fps lasts about 4 minutes. That is like just a blink of an eye comparing to digital memory cards nowadays, some last for hours. I have to make sure that I have enough film stock locked n loaded into magazines. In a hurry, an inexperienced film loader may make a mess to the film. I have witnessed my loader spent hours sticking his hands into a film loading tent because he accidentally loose the entire roll of film out of its core while unloading it back to a can. By the time he rolled it back. The entire roll of film was useless with the smears from his fingerprints and sweat. Of course, we have to re-shoot the scene.

film-932154_1920

พลาดนิดเดียว พังทั้งงาน

อีกเหตุการณ์นึงมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผมเอง ไปพลาดถ่ายอันเดอร์ตั้งแต่ต้นจนจบม้วนฟิล์ม งานครั้งนั้นเป็นการถ่ายควันที่จะนำมาตัดต่อประกอบฉากอาหารร้อนๆ ปรุงใหม่ๆ เป็นงานง่ายๆ หมูๆ มากครับ ไม่ได้ซับซ้อนเลยแค่ใช้ผ้าดำเป็นพื้นหลัง และจัดแสงด้วยไฟ 2k บลอนด์ดี้มาจากหลังของควัน แต่พอเข้าห้อง telecine (ห้องแปลงภาพจากฟิล์มลงเป็นสัญญาณภาพวิดีโอ)เท่านั้นแหละ ผมหน้าซีดเลย เพราะพอแปลงเป็นภาพวิดีโอแล้ว มันไม่เห็นอะไรเลยนอกจากพื้นหลังสีดำ ตอนแรกผมก็โทษปี่ โทษกลอง ว่าเป็นความผิดของฟิล์มสต๊อคที่เก่าเกินไป จนกระทั้งผ่านมาหลายเดือนถึงได้มารู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นความผิดผมเอง เพราะทุกอย่างเซทมาเรียบร้อยดีหมด ยกเว้นการปรับรูรับแสงของผมเท่านั้นที่พลาด ผมวัดแสงโดยตรงที่ไฟที่ส่องมาที่ควันด้วยเครื่องวัดแสงแบบตรง (direct light meter) แต่ผมลืมไปสนิทเลยว่า “ควัน” เป็นวัตถุโปร่งแสง ที่ต้องวัดค่าแสงที่สะท้อนออกมาจากตัวควันด้วยเครื่องวัดแสงเฉพาะจุดแบบวัดแสงสะท้อน (reflected/spot light meter) และเจ้าเครื่องอันนี้ผมก็พกมันติดตัวอยู่แล้วด้วย ผ่านมาหลายปีแล้ว ผมยังโคตรรู้สึกผิดมาจนทุกวันนี้เลย

I once underexposed the entire roll because I didn’t pay enough attention to the shoot. I shot smoke to be put over the food shot in post-production. This was an easy shot, just a piece of cake. I used a black cloth as a background and backlit the smoke with 2 blondies. Later in a telecine room, I was shocked because nothing appeared on the film just pitch-black screen.  At first, I blamed it to the old film stock, however, I found out months later that it actually was my fault. Everything was done correctly except my judgment on the exposure. I measured the light directly from its source using a direct light meter. I forgot the fact that smoke is a translucent object. I had to measure the light that reflected from it using a reflected/spot light meter, which I had on my belt. I still feel guilty to this day.

abstract-1238248_1920

จากยุคฟิล์ม สู่ยุคดิจิตอล

ในมุมมองตากล้องอย่างผม ที่ได้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคกล้องฟิล์มในอดีต มาสู่ยุคกล้องดิจิตอลในปัจจุบัน ผมยอมรับว่ากล้องฟิล์มและอุปกรณ์ถ่ายภาพในอดีตมันมีเสน่ห์ มีความสวยงามในแบบของมัน แม้ว่าทุกวันนี้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่มากมายจนสิ่งในอดีตเหลือเป็นเพียงแค่ความทรงจำ แต่เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ก็มีเสน่ห์อีกแบบให้ตากล้องอย่างผมได้ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจเรียนรู้ และรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าหลายคนจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นัก แต่ไม่ว่ายังไง “พื้นฐานของกล้องฟิล์ม” ก็ยังไม่ได้ตายจากไปไหน เพราะต่อให้มีเทคโนโลยีกล้องและอุปกรณ์เข้ามาใหม่กว่านี้ ดีกว่านี้ หลักการพื้นฐานของกล้องก็ยังคงเหมือนเดิมนับจากยุคที่สองพี่น้องตระกูล Lumière ได้บุกเบิกวิวัฒนาการและผลิตกล้องถ่ายภาพยนตร์ขึ้นมา ภาพยนตร์/วิดีโอที่ได้ ยังไงก็คือภาพที่มีหลักการพื้นฐาน คือ

….ผ่านเลนส์ชนิดต่างๆ ที่เราเลือกสรรใช้

….ผ่านสู่หน้ากล้อง (aperture) ที่เราใช้กำหนดความชัดตื้น/ชัดลึกของภาพ

….ผ่านม่านชัตเตอร์ที่เราใช้ควบคุมความคมชัด/ความเบลอของวัตถุที่เคลื่อนไหวอยู่ในภาพ

….และสุดท้ายมาประทับภาพลงบนม้วนฟิล์ม หรือ sensor หรืออะไรก็ตามที่อนาคตจะสรรค์สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้เราได้ลองใช้

เมื่อคนควบคุมกล้องเข้าใจหลักการพื้นฐานเหล่านี้ จะกล้องฟิล์ม จะกล้องดิจิตอล หรือจะเทคโนโลยีใหม่แค่ไหนก็มาเถอะครับ เราสามารถเรียนรู้เข้าใจมันได้ และจะรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้น่ากลัวเลยแต่อย่างใด แต่ที่สำคัญที่ผมอยากฝากไว้ คือ กล้องแต่ละชนิด แต่ละแบบ แต่ละยุคสมัยล้วนมีทั้งข้อดี-ข้อเสียในตัวกันทั้งนั้น เลือกหยิบใช้ส่วนที่ดีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในงานของตัวเอง อย่าลืมครับว่า “เราคือผู้ควบคุมกล้อง” อย่าให้เทคโนโลยีที่ดี-สะดวกสบายมาทำให้กลายเป็น “กล้องมาควบคุมเรา”

บทความหน้าจะสลับมาที่ยุคดิจิตอลกันบ้างครับ ผมได้รับโจทย์ให้ถ่ายทำแบบกองโจรในต่างประเทศ งานนี้ไร้ไฟ ไร้อุปกรณ์กริ๊ป มีเพียงกล้องดิจิตอลตัวเล็กๆ ตัวเดียว รอติดตามกันครับ

Experiencing the transition of film to digital era, I have to admit that I have nostalgia for the beauty of film and all of its equipment. However, the wondrous and excitement of digital age are endless. I always learn new technology and quench for more.

Most people do not like the changes, but the fundamentals of films are still alive. No matter how much the new technology and new camera models come along, the basics are still the same since the Lumière brothers’ camera.

The image still comes through the lenses of our choice …through the aperture (T-stop) in which we use to control a depth of field …through shutter angle/shutter speed that we select to control the motion blur/sharpness …and onto film or sensor or whatever the future may bring us.

If we understand all these and be the one who controls them, we are gonna be fine. Whether it a film or digital, it is a tool we use to portray the stories we interpreted. Do not be overwhelmed by technologies. There are pros and cons in both film and digital. Look into its strengths and use it to benefit your works.

Next time, I pick a small digital camera and challenge myself shooting overseas guerilla style, no lights nor grips around. Stand by!

Advertisements

One thought on “มนต์เสน่ห์แห่งยุคฟิล์ม ภาค 2 (จบ) – The Generation Of Films pt.2: When shooting in film

  1. Pingback: 5 อุปกรณ์ในกองถ่ายที่เรียกชื่อทีไร ใจหายใจคว่ำทุกที – DP Veekit

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s