La La Land: การกลับมาอย่างงดงามของหนังฟิล์ม (The Magical Moment Captured on Film)

มาถึงจุดนี้ La La Land ก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นหนังที่เยี่ยมยอดเรื่องหนึ่งที่พลาดไม่ได้  โดยหนังเพิ่งได้รับรางวัลลูกโลกทองคำถึง 7 รางวัลไปหมาดๆ นับว่าเป็นหนังที่ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาดูเบื้องลึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังดังเรื่องนี้ที่ ‘ทุกคน’ (โดยเฉพาะคนทำหนัง) ควรรู้ก่อนไปดู หรือสำหรับใครที่ดูแล้วก็อาจทำให้การดูรอบสองสนุกขึ้นก็ได้ครับ

There is no doubt now that ‘La La Land’ is a brilliant movie, recently won 7 Golden Globes at the 74th Golden Globe Awards.  The most awards won at the Golden Globe Awards so far.  Without further ado, I’d like to add some behind the scene secrets to make you appreciate ‘La La Land’ a little bit more.

74th Annual Golden Globe Awards - Press Room
cr: inquisitr.com

1

เปิดเรื่องด้วยฉาก Long-Take ยาวถึง 6 นาทีที่ถูกกล่าวขวัญ
The Remarkable ‘Six-Minute Dance’ Scene

“Another Day of Sun” เป็นซีน Long Take ความยาว 6 นาทีที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเป็นซีนที่ถูกยกย่อง และกล่าวขวัญมากซีนหนึ่ง แต่เบื้องหลังก็แลกมาด้วยความยากลำบาก

The “Another Day of Sun” scene, a 6-minute long scene, was not a scene to be done easily.

la-la-land2-moviemotorbreath-wordpress-com
cr. moviemotorbreath.wordpress.com

ปิดถนนทางหลวง แห่ง มหานครลอสแอนเจลิส กันเพื่อฉากนี้เลย
They Closed The Freeway To Shoot The Opening Scene.

จริงอยู่ว่าเรื่องการปิดถนนน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการถ่ายหนังไปแล้ว (คนที่ต้องรับหน้าที่กั้นรถ-โบกรถก็จะถูกผู้คนให้พรกันไปตามระเบียบ) แต่การปิดถนนทางหลวงที่วิ่งเข้าสู่เมืองลอสแอนเจลิสอันโด่งดังติดอันดับปัญหารถติดที่สุดของโลกเป็นเวลา 2 วันเพื่อถ่ายทำหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ส่วนที่ยากที่สุดสำหรับทีมงานยังไม่มาถึงครับ  สำหรับซีนความยาว 6 นาทีนี้นั้น ทางทีมงานทุ่มเทใช้เวลานานเป็นเดือนๆ โดยเปลี่ยนลานจอดรถหลังโรงถ่ายเป็นลานซ้อมเพื่อเตรียมการถ่ายทำ ทั้งการคิดท่าเต้น การวางมุมกล้อง ดังนั้นเมื่อถึงวันซ้อมจริงบนสถานที่จริงทุกคนจึงมั่นใจมากว่าเอาอยู่แน่นอน

แต่กลับกลายเป็นว่าพอมาเป็นสถานที่จริงกลับเกิดเหตุการณ์ “เอาไม่อยู่” ลองนึกภาพทางด่วนที่สูงจากพื้นถนนด้านล่างเป็นร้อยเมตร ตัวแสดงและรถเข้าฉากเรียงรางเป็นร้อยๆ พร้อมกับลำโพงมากกว่าร้อยตัววางซ่อนตามขอบถนนเพื่อให้ตัวแสดงทุกคนได้ยินเพลงและเต้นไปในจังหวะเดียวกัน  กว่าจะจัดทุกอย่างเข้าที่ก็โดนแสงแดดหน้าร้อนแผดเผาฝากระโปรงรถและหลังคารถจนไม่ต่างอะไรกับเตาปิ้งย่างดีๆ นี่เอง แค่แตะยังไม่กล้าอย่าว่าแต่จะต้องขึ้นไปเต้นบนนั้นเลยครับ แต่ the show must go on เต้นเสร็จ ผู้กำกับสั่งคัท ทั้งรถ ทั้งคนก็บุบสลายไม่แพ้กัน

ในการซ้อมย่อยนั้น ผู้กำกับ (Damien Chazelle) ใช้ iPhone ในการถ่ายทำและวางมุม  แต่พอวันซ้อมจริงถ่ายจริงต้องการเอาเครนกล้องขนาดใหญ่ไปวางบนถนนทางหลวงที่พื้นเอียง ประกอบกับถ่ายบนที่สูงขนาดนั้นลมจะแรงมาก ซึ่งถ้าไม่ระวังให้ดีเครนก็จะถูกลมพัดทำให้กล้องไม่สามารถเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ หรือแย่กว่านั้นคือ เครนก็อาจจะโดนลมพัดเหวี่ยงออกไปกวาดตัวแสดงตกถนนก็เป็นได้

Though the filmmakers could manage to close the express lane freeway ramp leading to downtown Los Angeles, one of the world’s heaviest traffic jams, the hardest part was not yet to come.  Though they had 2 whole days to shoot the 6-minute scene, they spent months in prep and rehearsal.  However.  When they got on the actual freeway for the dress rehearsal, they faced problems that they hadn’t even thought about.  With hundreds of dancers, extras, cars, and speakers (to blast out the song for everybody to dance at the same rhythm), it was a logistical nightmare and took hours to get everything in place.  Once everybody was ready, the sun had heated up the car tops which made them very difficult to dance on.  Moreover the car body these days is not as strong as before.  When the dancers stepped and jumped on it, they were wrecking the cars pretty badly.

The director, Damien Chazelle, shot the earlier rehearsals with iPhone, but for the actual shoot the large crane was more complicated to set up, especially on the slanted interstate ramp with strong wind.  The crane made possible for the camera to glide over cars; however, the strong wind might force the crane to get out of control and miss the mark or worse the crane might sweep the dancers off the freeway.  With the freeway ramp hundreds of feet up in the air, the accident would be a disaster.

LLL d 33_5542.NEF
cr. lionsgate

Long Take ยาวต่อเนื่องถึง 6 นาที! เค้าทำกันได้ยังไง?
How Did They Shoot The Six-Minute Long Take Scene ?

ในตอนแรกผู้กำกับอยากถ่ายทำซีนนี้ด้วย Steadicam (ตัวจับยึดกล้องให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งกับตากล้อง เพื่อลดการสั่นสะเทือนของภาพขณะที่กล้องเคลื่อนที่) เพื่อต้องการให้กล้องพาคนดูเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหนัง แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างของ Steadicam เช่นไม่สามารถเคลื่อนกล้องให้เลียดไปกับฝากระโปรงรถได้ และคนถือ Steadicam ไม่สามารถก้าวข้ามผนังคอนกรีตกลางถนนสูง 4 ฟุตโดยที่กล้องไม่สั่นได้  ผู้กำกับจึงตัดสินใจผ่าซีนนี้ออกเป็น 3 ช็อต แต่ถ้าไม่สังเกตดีๆจะไม่รู้เลยครับว่าซีนนี้ประกอบด้วยช็อต 3 ช็อต ผมล่ะโคตรทึ่งเลยกับเทคนิคสุดเก๋าที่ผู้กำกับนำมาใช้ร้อยต่อ 3 ช็อตนี้เข้าด้วยกัน เทคนิคที่ว่าคือ Swish Pan คือ การแพนกล้องไปทางซ้ายหรือขวาอย่างรวดเร็วแล้วตัดภาพต่อเนื่องไปช็อตต่อไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่สังเกตเห็นเลย

2 ช็อตแรกนั้นถ่ายทำโดยใช้เครนที่ชื่อว่า MovieBird 45 (เป็นเครนที่ยืดหดได้ในตัวมันเอง ทำให้พลิกแพลงมุมกล้องได้หลากหลายขึ้น ยิ่งถ้าใช้ร่วมกับหัวรีโมทแบบ 3 แกนแล้วล่ะก็ อยากได้ช็อตพิสดารแค่ไหนบอกมาครับ จัดให้ ในบ้านเราก็มีให้เช่านะครับ ถ้าใครอยากเอามาลองดูว่ามันใช้งานยังไงติดต่อผมได้ครับ) เครนที่ว่านี้เขาวางมันลงบนรถเทรลเลอร์อีกทีเพื่อให้การย้ายตำแหน่งทำได้รวดเร็วขึ้น  ช็อตที่ 3 นั้นเขาถ่ายทำโดยใช้ Steadicam เพื่อให้ตำแหน่งกล้องนั้นเป๊ะมากขึ้นและสามารถเคลื่อนกล้องเป็นจังหวะเดียวกับตัวแสดงให้คนดูมีอารมณ์ร่วมเหมือนได้เข้าไปอยู่ในฉากนั้นจริงๆ ในตอนท้ายของช็อตนี้นั้นตากล้อง Steadicam ต้องก้าวขึ้นไปบนเครนเพื่อให้เครนค่อยๆ ยกสูงขึ้นเป็นมุมกดมองลงมาเห็นตัวแสดงทั้งหมด  ช็อตนี้ก็เบาะๆ ครับถ่ายกันแค่ 25 เทคเอง (!?)

At first the director wanted to shoot the scene in one long take with a Steadicam to have the camera bring the audience as close as possible to the action making them feel involved like they are in the scene themselves.  The problems were the Steadicam operator couldn’t glide the camera over cars and smoothly step over a 4′-high median in the middle of the road.  The filmmakers decided to break this scene down into 3 shots; however, they seamlessly stitched these shots together by the old-school technique of swish panning the camera.

The first two segments were shot on a MovieBird 45 telescopic crane setting up on a trailer functioning as a large dolly so they can reposition the large crane quickly.  The last segment, a 1-minute sequence, was a very tricky part.  It was shot with a Steadicam to give the camera more flexibility and precision in getting close to the dancers.  At the very end of the scene the Steadicam operator had to step onto a crane that rose slowly to the bird’s eye view shot looking down on the scene.  The Steadicam operator had to choreograph through cars just like one of the dancers.  After 25 elaborated takes, they finally got the scene in the can, exhausted and yet very satisfied.

2

เต็มอิ่มกับซีน ‘Magic Hour’
The Fabulous ‘Magic Hour’

la-la-land-poster-goldderby-com
cr: goldderby.com

Magic Hour เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและหลังพระอาทิตย์ตก ช่วงเวลานี้แสงอาทิตย์จะนุ่มนวล อบอุ่น ส่วนท้องฟ้าก็จะมีสีสันที่สวยงามแปลกตา การถ่ายทำในช่วงเวลานี้ให้ได้แสงตามที่ต้องการนั้นถือเป็นงานที่ท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับตากล้องทุกคนเลยก็ว่าได้  สำหรับหนังเรื่องนี้อุดมไปด้วยซีน Magic Hour ให้ดูกันอย่างหนำใจ โดยเฉพาะฉากดัง ‘Lovely Night Dance’ ที่ได้กลายเป็นภาพในโปสเตอร์หนังนั้น ตากล้อง (Linus Sandgren, FSF) รับโจทย์หนักที่ต้องถ่ายเทคที่มีความยาวถึง 6 นาทีในช่วงเวลา Magic Hour สั้นๆ นี้ให้ได้ ส่วนสถานที่ที่เลือกมานั้นเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นความสวยงามของเมืองลอสแอนเจลิสทั้งเมือง แต่พื้นที่นั้นแคบเหลือเกิน ด้านหน้าที่เห็นเป็นหน้าผา ด้านหลังกล้องก็เป็นที่กลับรถ ดูแล้วแทบจะไม่มีที่วางไฟ วางกล้อง แต่ด้วยการวางแผนจัดการที่ดี ช่างภาพสามารถวางเครนไฟขนาดใหญ่ 2 ตัว แถมด้วยเครนกล้องอีก 1 ตัว  เรียกได้ว่าต้องแขม่วพุงถ่ายกันเลย เพราะเจ้าเครนไฟ 2 ตัวนั้นอยู่ชิดขอบเฟรมทั้งซ้ายและขวา ถ้าพลาดแพนกล้องเลยไปนิดเดียวก็ความลับแตกเลยล่ะครับ

ก่อนที่ทำการถ่ายนั้น ทีมงานต้องเช็คแล้วเช็คอีกว่าเครนทุกตัววางอย่างมั่นคงหรือเปล่า  เพราะโดยปกติแล้วการวางเครนต้องวางให้อยู่บนพื้นที่ได้ระนาบเสมอกัน แต่การวางเครนบนพื้นเอียงๆ บนเขาแบบนี้จึงอันตรายมาก  โดยเฉพาะเครนไฟที่ห้อยไฟขนาดใหญ่อยู่เหนือหัวนักแสดง  เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วจึงเริ่มถ่ายทำกัน โดยช่างภาพบรรจงเคลื่อนกล้องไปตามจุดต่างๆที่กำหนดไว้เพื่อให้ตำแหน่งของมุมกล้องและตัวแสดงสัมพันธ์กัน สำหรับการถ่ายทำฉากนี้มีการกำหนดตำแหน่งกล้องไว้มากถึง 27 จุดด้วยกัน (ไอ้เราเคยทำอย่างมากก็แค่ 5 จุด)  ถ่ายทำกันทั้งหมด 5เทค ตั้งแต่เวลา 1 ทุ่ม ถึง 1 ทุ่ม 45  เพื่อเลือกเทคที่จับแสง magic hour ได้ดีที่สุด  ส่วนเทคที่ผู้กำกับเลือกนั้นจะเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วแต่ยังมีแสงเรืองๆ อยู่  โดยในตอนท้ายของเทคนั้นแสงบนท้องฟ้ามืดลงไปประมาณนึงแล้ว  แต่ colorist (ช่างปรับสีในขั้นตอนการตัดต่อ มีหน้าที่ปรับสีและความสว่างของแต่ละช็อตให้มีความต่อเนื่องกัน) ก็แค่ปรับภาพรวมของฉากโดยปล่อยให้แสงค่อยๆเปลี่ยนไปอย่างเป็นธรรมชาติ

Magic hour is literally a magical moment before the sunrise and after the sunset.  At these time the sunlight is very soft and warm and the sky fills with vivid colors.  Unfortunately, this is just a brief moment of a day.  To capture this light on film is very challenging for every cinematographer.  However.  In ‘La La Land’, cinematographer, Linus Sandgren, FSF, had to shoot the “Lovely Night Dance” sequence in one single six-minute take.  On top of this, he had to manage to squeeze a camera crane and 2 lighting condors into a hill over-looking the city.  The space was very limited with a 300-foot cliff in front of the camera and a U-turn behind.  Plus being on a slope made the shoot more complicated because the crane and condor had to be on a sturdy well-balanced ground, otherwise they might fall over and create a potential lethal situation, especially the condors rigged with big lights above the actors’ heads.

With all the equipment checked and secured, the cinematographer started to choreograph the camera crane through the 27 marks with the condors placed just inches off the frame and shot five takes between 7 and 7:45 p.m. in order to get the best take with magic-hour sky.  The best take was shot after the sun had set seeing the glow along the horizon, which lasted long enough for the take.  At the end of the take, the sky started to fade, but the colorist (a person who is in chrage of color grading by balancing color saturation and luminance from shot to shot) kept the overall look of the scene and let the light changing naturally.

3

เลนส์กล้องที่ออกแบบ และสั่งทำพิเศษเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ
They Have Lens Specially-Made To Fit Their Shot Design

smooth-popkaiture-com
cr: popkaiture.com

การที่จะให้นักแสดงนำอย่าง Ryan Gosling ที่เล่นเปียโนไม่เป็น มาแสดงเป็นนักเปียโนแจ๊สมืออาชีพนั้น ทั้งทีมงานและนักแสดงมีเวลาซักซ้อมเพียงแค่ 3 เดือน และทางผู้กำกับก็ต้องหาวิธีต่างๆ มากมายเพื่อที่จะทำให้ Ryan Gosling ดูเหมือนเล่นเปียโนได้อย่างมืออาชีพสมจริง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวแสดงแทน การถ่ายทำแต่ละช็อตอย่างสั้นๆ ไปจนถึงขั้นจะใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกสร้างมือนักแสดงขึ้นมา แต่ทุกคนก็ต้องอึ้งกิมกี่เมื่อ 3 เดือนผ่านไป Ryan Gosling สามารถเล่นเปียโนได้พริ้วจนไม่ต้องง้อตัวแสดงแทน เพราะตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาเขาฝึกซ้อมเล่นเปียโนอย่างหนักทุกวัน วันละ 3-4 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด

เมื่อได้เห็นนักแสดงทุ่มเทขนาดนี้ผู้กำกับก็โยนแผนการซักซ้อมต่างๆ ที่คิดมาทิ้งจนหมดและต้องการแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงความสามารถและการทุ่มเทของ Ryan Gosling เขาจึงเลือกถ่ายฉากที่ Ryan Gosling เล่นเปียโนในร้านอาหารเป็นช็อตต่อเนื่อง โดยเริ่มจากภาพแคบถ่ายมือของ Ryan สะบัดนิ้วเล่นเปียโนอย่างคล่องแคล่ว แล้วกล้องเคลื่อนออกมาเห็นเป็นภาพกว้างของผู้คนและบรรยากาศในร้าน การเคลื่อนกล้องจากภาพแคบมากๆ มาภาพกว้างโดยไม่มีการตัดภาพเลยนั้นต้องใช้เลนส์ที่มีช่วงโฟกัสกว้างมากโดยเฉพาะช่วงโฟกัสใกล้สุด  ซึ่งเลนส์ปกติขนาด 40 มม. ของ Panavision รุ่น C Series Anamorphic Prime จะโฟกัสได้ใกล้สุดที่ 30 นิ้ว ซึ่งระยะนี้ใกล้ไม่พอตามที่ผู้กำกับต้องการ  ทาง Panavision จึงได้ออกแบบเลนส์พิเศษขนาดเดียวกันแต่สามารถโฟกัสใกล้สุดได้ถึง 19 นิ้ว ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ทาง Panavision ยังได้ออกแบบเลนส์พิเศษขนาด 18 มม.สำหรับกล้อง 16 มม.เพื่อใช้ถ่ายหนังที่จะเอามาเข้าฉากให้นักแสดงนำทั้ง 2 คนนั่งดู ซึ่งเลนส์ขนาด 18 มม.ตัวนี้จะเพิ่มความขุ่นให้กับฟิล์ม 16 มม.ซึ่งมีเกรนภาพมากอยู่แล้ว และจะให้ภาพแบบฟิล์มสมัยเก่า

To have a main actor, Ryan Gosling, playing a role of a professional jazz pianist began his piano 101 lesson just 3 months before the shoot.  The director had to figure out the way to shoot several scenes using piano double, to cut up the scene so Ryan can be seen fluently playing a short piece of piano, and even to use a CGI to replace Ryan’s hands.  However.  Ryan had gone beyond everybody’s expectation by throwing himself into piano lessons 3-4 hours a day every day for the 3 whole months.  The director was very impressed and wanted to show the actor’s dedication by starting a shot with the close-up of his hands playing the piano and pull out wide to see the whole crowd without a cut.  This shot required focus-range flexibility, especially the close-focus distance.  The standard 40mm. Panavision C Series Anamorphic Prime lens has a close-focus distance of 30”, which is not close enough for the shot the director wanted.  Panavision specially constructed a 40 mm. lens with a close-focus distance of 19″ for ‘La La Land’.  They also made a new 18 mm. lens for a 16 mm. film camera to shoot a home-movie-style shots which Sebastian, Ryan Gosling, and Mia, Emma Stone, watched together toward the end of the film.  This specially-made lens added a haziness to an already grainy look of a 16mm. film.

4

หนังฟิล์มฮอลลีวู้ดที่โดดเด่นที่สุดในยุคกล้องดิจิตอล
In This Digital era, They Shot On Film!

LLL d 09 _1798.NEF
cr: hollywoodreporter.com

อย่างที่ได้กล่าวไปในชื่อบทความแล้วว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยฟิล์มทั้งหมด ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการของผู้กำกับที่อยากจะสื่ออารมณ์ความยิ่งใหญ่ของยุค 50  จึงเลือกที่จะถ่ายทำ La La Land ด้วยฟิล์มในฟอร์แมท CinemaScope 55 (สัดส่วนจอภาพที่ 2.55:1)  โดยทั่วๆ ไปเราจะคุ้นเคยกับขนาดจอภาพที่ 1.85:1 (จอหนังทั่วไป), 1.78:1 (16:9 HD), and 1.33:1 (4:3 โทรทัศน์ยุคก่อน HD)  แต่จอ CinemaScope 55 นั้นกว้างกว่าจอทีวีถึงเกือบเท่าตัว! จึงทำให้หนังสามารถโชว์ความยิ่งใหญ่และสวยงามของเมืองลอสแอนเจลิสได้อย่างเต็มที่  การถ่ายทำด้วยฟิล์มนั้นทำให้ตากล้องสามารถทดลองเทคนิคการถ่ายทำและการล้างฟิล์มเพื่อให้ได้ “ลุค” ของภาพตามที่ต้องการอย่างหลากหลาย  เพราะช่วงความสามารถในการรับแสงของฟิล์มนั้นกว้างกว่ากล้องดิจิตอลมาก

หลังจากได้ทดลองมาหลายรูปแบบ ตากล้องเลือกที่จะตั้งค่าการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ให้ โอเวอร์ 11/3 สต็อป (การถ่ายทำโดยให้แสงเข้ามากระทบฟิล์มมากขึ้น ภาพที่ได้ก็จะสว่างขึ้น) ส่งต่อไปให้ขั้นตอนการล้างฟิล์มจะให้แลปดึงให้ภาพอันเดอร์ลง 1 สต็อป (ขั้นตอนการล้างฟิล์มเนกาทีฟ โดยให้ฟิล์มวิ่งผ่านน้ำยาสร้างภาพในเวลาที่น้อยลง)  วิธีนี้ทำให้ภาพที่ได้มีเกรนที่ละเอียดขึ้น และมีสีสันที่อิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะการถ่ายทำในช่วงเวลา Magic Hour ที่ฟิล์มสามารถถ่ายทอดสีเขียวและน้ำเงินจากแสงไฟและท้องฟ้าได้หลากหลายเฉดอย่างที่กล้องดิจิตอลทำไม่ได้

To express the epic feel of the 50s era, the director chose to shoot ‘La La Land’ on film with the CinemaScope 55 (2.55:1 screen ratio).  The screen ratios that we are familiar with are 1.85:1, 1.78:1 (16:9 HD), and 1.33:1 (4:3 fullscreen TV).  At 2.55:1 ratio, the CinemaScope 55 is almost twice the size in width of fullscreen TV which is perfect to show the vast horizon of Los Angeles at magic hour.  Shooting with film, the filmmakers can take advantage of and experiment on the flexibilities of film. They ultimately, after several tests, decided on overexposing the film by 1 and a third stops in shooting and pulling all the footage by 1 stop in a lab.  This method gives the movie a finer grain and richer colors.  Especially the magic-hour sky, film can capture and exaggerate the greens and blues of the lights and the skies in a way digital couldn’t.

banner-www-bcccinemas-com-au
cr: bcccinemas.com.au

จากการที่ผมเป็นตากล้องภาพยนตร์โฆษณาและได้ผ่านการถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์มมาแล้วทำให้เมื่อยิ่งได้ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลเบื้องหลังการถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่องนี้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทึ่งกับความพยายามในการแก้ปัญหาต่างๆ และถ่ายทำออกมาเป็นภาพยนตร์ที่สวยงามขนาดนี้  La La Land เป็นหนังที่ผมแนะนำว่าต้องดูเลยครับ โดยเฉพาะคนทำหนังทั้งหลาย ผมเชื่อว่าในหนังเรื่องนี้ยังมีเสน่ห์อีกหลายจุดที่รอให้ทุกคนเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง …รวมถึงผมด้วย เพราะผมเองก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เต็มๆ บนจอใหญ่เลย  ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

อืมม์…จะมีใครใจดีเป็นสปอนเซอร์ให้ไหมนะ (ฮา)

Being a cinematographer myself and gone through many behind the scene materials of this movie, I am really amazed of how the filmmakers can pull it off very beautifully.  ‘La La Land’ is a must see movie with a lot more magical aspect for everybody to explore by themselves.  Haven’t watched the entire movie, I too am very excited to have a chance to see this movie and appreciate it on the big screen.  Sponsors? ;P

เรียบเรียงมาจาก

  • นิตยสาร American Cinematoghrapher ฉบับเดือนมกราคม 2017
  • บทสัมภาษณ์ผู้กำกับ จาก AFI (American Film Institute)
  •  บทสัมภาษณ์ทีมงาน จาก Entertainment Weekly
  • บทสัมภาษณ์ทีมงาน จาก The Wrap
  • http://www.panavision.com
  • Imdb
  • http://www.reduser.net

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s