Barry Lyndon (1975): เทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ (Technology Serves Creativity)

ถ้าให้นึกถึงเลนส์หน้ากล้องกว้างที่สุดเท่าที่คุณเคยใช้มาคือเลนส์อะไร ?

Carl Zeiss Super Speed Lens ที่มีหน้ากล้องตั้ง T 1.3 ไง”

ผิดครับ….. เลนส์ที่ไวแสงที่สุดและครองตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ยุค 1960s และผ่านมาเกือบ 60 ปี ก็ยังไม่มีใครล้มแชมป์ได้ คือ เลนส์ของ Carl Zeiss เหมือนกัน แต่เลนส์ตัวนี้มีหน้ากล้องที่กว้างถึง f/0.7 ! ขอเน้นตัวหนาๆ เลยว่า ผมเขียนไม่ผิดหรอกครับ

กว้างกว่าเลนส์ Super Speed ถึง 2 สต็อปเลยทีเดียว เลนส์นี้แรกเริ่มเดิมที ทาง Carl Zeiss ผลิตให้กับโครงการอวกาศของ NASA เพื่อใช้ถ่ายภาพนิ่งบนดวงจันทร์ และพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับกล้องภาพนิ่งขนาดกลาง (medium format) ของ Hasselblad  โดยผลิตออกมาทั้งหมด 10 ตัว ขายให้กับ NASA 6 ตัว เก็บไว้กับทางบริษัท 1 ตัว ส่วนที่เหลือขายให้กับ Stanley Kubrick หนึ่งในผู้กำกับหนังภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกคนหนึ่ง (ขวัญใจผมเองครับ) ซึ่งขณะนั้น Kubrick กำลังหาวิธีที่จะถ่ายทำฉากที่ Lighting ด้วยแสงเทียนจริงๆ เท่านั้นในหนังเรื่องใหม่ของเขาชื่อว่า “Barry Lyndon” และเลนส์ตัวนี้เหมาะเจาะมากที่จะถ่ายฉากแสงเทียน ความบ้าของผู้กำกับคนนี้ (นี่คำชม) ทำเอาทุกคนต้องหนักอกหนักใจไปตามๆ กัน เนื่องจากการที่จะเอาเลนส์ภาพนิ่งตัวนี้มาใส่กับกล้องถ่ายหนังนั้น…. เป็นไปไม่ได้ครับ! จะบ้าเหรอ!

What is the fastest lens you ever used?

Most people would agree that the Carl Zeiss Super Speed T 1.3 Lens is the widest open lens existed. Wrong. The widest open lens is actually a Carl Zeiss f/0.7 prime lens !  That’s right.  The f/0.7 lens is 2 stops faster than the T 1.3 Super Speed lens.  This lens was made since the 1960s and holding its position as the fastest lens ever since.  Originally made for NASA’s Apollo space program to take still photographs of the dark side of the moon, this lens was developed to be used on a Hasselblad, a medium-format still camera.  Carl Zeiss made 10 lenses, selling 6 to NASA, keeping 1, and selling the rest to Stanley Kubrick, one of the greatest filmmakers, who was at the time looking for a way to shoot his famous candle light scene from Barry Lyndon.  However.  Using this lens on a motion picture camera required a lot of works and modifications.

1-carlzeiss-f07
CarlZeiss f/0.7

Very Hard to Modify
รื้อ-ดัดแปลง-ประกอบใหม่หมด

3-mitchell-bncr
กล้อง Mitchelle BNC (Blimped Newsreel Camera) ในตำนาน

เลนส์ยิ่งมีหน้ากล้องกว้างขึ้นเท่าไรขนาดของเลนส์ก็จะใหญ่มากขึ้นเท่านั้น ปัญหาใหญ่ของการนำเลนส์หน้ากล้องกว้างตัวนี้มาใส่กับกล้องถ่ายหนังคือ  กล้องถ่ายหนังในยุคนั้นไม่มีตัวไหนที่มีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับขนาดเลนส์ตัวนี้ได้  แต่ด้วยความช่างเรียนรู้อย่างไม่หยุดหย่อนของ Kubrick เขาค้นพบว่าเขาน่าจะใส่เลนส์ตัวนี้กับกล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาดยักษ์รุ่นเก่าที่เป็นที่นิยมและใช้ถ่ายทำหนัง Hollywood ทุกเรื่องมากว่า 40 ปี กล้องตัวที่ว่านี้คือกล้อง Mitchell BNC (ย่อมาจาก กล้องข่าวแบบเก็บเสียง)

กล้อง Mitchell เป็นกล้องฟิล์มขนาดใหญ่ที่มีระบบกลไกเคลื่อนไหวภายในที่สมบูรณ์แบบ, เงียบ, และเสถียรที่สุด (เปรียบได้กับ Roll Royce ในโลกของกล้องถ่ายภาพยนตร์เลยทีเดียว) ซึ่งต่อมากล้อง Mitchell BNC ยังเป็นต้นแบบของกล้องฟิล์ม 35mm. ทุกรุ่นของ Panavision (หนัง Hollywood ส่วนใหญ่จะถ่ายทำด้วยกล้องของ Panavision)  Kubrick พยายามตามหาเจ้ากล้องหายากตัวนี้จนได้ และให้ Ed DiGiulio มือฉมังกับทีมเทคนิคของเขาที่ Cinema Products Corp. ดัดแปลงเพื่อให้เลนส์กับกล้องสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่คำตอบของ DiGiulio คือ เขาทำไม่ได้ และสิ่งที่ Kubrick ต้องการเป็นไปไม่ได้ แม้จะได้คำตอบชัดเจนขนาดนี้ Kubrick ก็ไม่สน ทั้งยังส่งทั้งกล้องและเลนส์ไปให้กับ Ed DiGiulio กับทีมของเขา เหมือนโดนมัดมือชกดีๆ นี่เอง ซึ่งสุดท้าย DiGiulio และทีมงานบอกกับ Kubrick ว่าพวกเขาจะต้องรื้อทั้งกล้องและเลนส์ที่มีมูลค่าประมาณมิได้นี้ออกเป็นชิ้นๆ เพื่อจะดัดแปลงให้เลนส์กับกล้องคู่นี้ใช้งานร่วมกันได้  อีกทั้งอุปกรณ์ทั้งคู่นี้จะไม่สามารถไปใช้กับกล้องหรือเลนส์ตัวอื่นๆได้อีกต่อไป  แน่นอนว่าทาง Kubrick ก็ไฟเขียวให้ทีมงานจัดการรื้ออุปกรณ์ของเขาทันที

The wider aperture, the bigger lens.  The biggest obstacle to use this lens on a motion picture camera was that the available cameras were not big enough to fit such a large lens.  With his unquenchable thirst for knowledge, Kubrick found out that he might be able to mount his lens on to a big old Mitchell BNC (Blimped Newsreel Camera) camera.

It is a known fact that Mitchell cameras are the rock-solid best quality film camera ever built, like a Rolls Royce for a movie camera.  It had served in every Hollywood movie for 40 years.  All standard 35mm cameras that Panavision, an American motion picture equipment company, made to this day are based on the Mitchell mechanical movement and design.  Kubrick finally got this camera from Warner Bros. camera department.  He then sent dimensional specifications of the camera and lens to one of the best Hollywood camera technicians, Ed DiGiulio at Cinema Products Corp.  However, DiGiulio told Kubrick that the lens rear element was too long.  It would shatter the camera’s shutter blade and protrude into the film plane.  The word “No” is never in Kubrick’s dictionary, he sent the camera and lens to DiGiulio anyway.  DiGiulio and his team finally got a solution for Kubrick, but they have to disassemble these rare camera and lens into pieces in order to make them fit to each other and nothing else.  Believe it or not.  Kubrick simply said, “Fine, go ahead and do it.”

4-panavision
กล้อง Panavision ที่หนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ใช้

กล้อง Mitchell ถึงแม้จะมีขนาดใหญ่พอที่จะใส่เลนส์ f/0.7 ได้  แต่มีความลึกไม่เพียงพอ  ทำให้ DiGiulo และทีมงานต้องปรับแต่งส่วนหน้าของกล้องใหม่ รื้อชัตเตอร์แบบปรับองศาได้ของกล้องออกไป พร้อมทั้งย้ายใบชัตเตอร์แบบปรับไม่ได้ให้ลีกเข้าไปชิดกับระนาบฟิล์มเพื่อให้ส่วนท้ายของเลนส์มีที่เพียงพอ  ในด้านตัวเลนส์ พวกเขารื้อ Compur Shutter (ใบชัตเตอร์คุณภาพสูงที่ใช้ในกล้องภาพนิ่งขนาดใหญ่) ทิ้ง เพื่อให้สามารถปรับหน้ากล้องเลนส์ได้อย่างอิสระ สำหรับการแก้ปัญหาระยะชัดที่ตื้นมากๆ ของเลนส์นี้ DiGiulo และทีมงานออกแบบระบบการปรับตั้งโฟกัสของเลนส์เสียใหม่ โดยให้มีระยะหมุนมากขึ้นด้วยการใช้เฟืองความละเอียดสูง เพื่อให้คนทำโฟกัสสามารถปรับหาระยะชัดได้อย่างละเอียดมากขึ้น เมื่อถ่ายทำที่หน้ากล้องกว้างสุด

Though the Mitchell BNC camera’s lens port was wide enough for the large diameter lens, DiGiulo and his team had to machine the front part of the camera, remove the camera’s adjustable shutter blade, and relocate the fixed shutter blade closer to the film plane to make room for the lens rear element.  On the lens, they dismantled the Compur shutter, shutter leaves in high quality large format lenses, off the lens to let the iris leaves being operated manually.  To solve the lens extremely shallow depth of field, they also redesigned the focusing mechanical of the lens to spread the focus scale as broad as possible.  The modified lens used an extremely fine thread to generate more room for a focus puller to fine tune his sharpness when shooting at wide open.

5-compur-shutter
Compur Shutter

Even Harder to Use
อุปกรณ์พร้อม แต่..จะใช้ยังไงล่ะ

ที่หน้ากล้อง f/ 0.7 เลนส์ตัวนี้แทบจะไม่มีระยะชัดเอาเสียเลย  ทำเอาคนทำโฟกัสเหงื่อตกไปตามๆ กัน  ตลอดระยะเวลาหลายเดือนของการทดลองทีมงานแทบจะอยากตอกตะปู ติดกาว อะไรก็แล้วแต่ให้ตัวแสดงติดอยู่กับเก้าอี้ให้รู้แล้วรู้รอดเพื่อจะได้อยู่ในระยะชัดตลอดเวลา  โชคดีที่ไม่ต้องเปลืองตะปู เพราะ Kubrick ขบคิดวิธีแก้ปัญหาได้  เขาเอากล้องวีดีโอมาวางตั้งฉากกับกล้องถ่ายหนังและส่งภาพด้านข้างของนักแสดงไปยังจอภาพที่มีระยะโฟกัสบอกเอาไว้เพื่อให้คนทำโฟกัสเห็นอย่างชัดเจนว่านักแสดงขยับตัวห่างกล้องหรือเข้าใกล้กล้อง  ขนาดว่าได้เลนส์ที่มีหน้ากล้องกว้างกว่าเลนส์ทั่วไปถึง 2 สต็อปแล้ว  แต่การถ่ายทำด้วยแสงจากเทียนไขอย่างเดียวนั้นฟิล์มยังต้องการแสงเพิ่มอีก  เขาจึงเลือกที่จะเพิ่มแสงอีก 1 สต๊อปโดยการ Push ฟิล์ม จาก 100 ASA เป็น 200 ASA (การเพิ่มเวลาให้ฟิล์มอยู่ในน้ำยาสร้างภาพนานขึ้น)  เขา Push ฟิล์ม 1 สต๊อปในทุกๆ ฉากไม่ว่าจะเป็นฉากภายในหรือฉากภายนอกเพื่อให้ภาพของหนังทั้งเรื่องออกมาดูกลมกลืนกัน  นอกจากนี้เขายังเพิ่มแสงให้มากขึ้นในฉากโดยสั่งทำเทียนไขแบบพิเศษ  เทียนไขที่เข้าฉากทั้งหมดจะเป็นเทียนแบบมีไส้เทียน 3ไส้  เพื่อให้ได้แสงสว่างมากขึ้นกว่าปกติ

At f/0.7, this Zeiss lens has almost no depth of field at all.  Focusing this lens would be a nightmare for any focus puller.  During months of test, the crew even considered nailing an actor to his chair so that he could be in focus all the time.  Finally Kubrick had come up with a solution.  He set a television camera side way looking across of the actor’s head and sending picture to the television set near the film camera.  Then he marked several focus marking stripes on that television set so the focus puller could see if the actor moved forward or backward.  Gaining 2 more stops from modifying his camera and lens, Kubrick still needed more exposure to shoot the candle light scene.  He ended up gaining one more stop from pushing the 100 ASA film stock to 200 ASA.  He pushed the whole film 1 stop, outdoor and indoor scenes alike, in order to match the look and balance out the entire movie properly.  Moreover, he used specially made 3-wick candles to gain more exposure in the candle light scene.

6-kubrickcam
หน้าตา KubrickCam ที่แปลงโฉมเสร็จแล้ว
7-kubrickcam
KubrickCam

Yield the Remarkable Result
ลำบากลำบนขนาดนี้เพื่ออะไรกัน ?

มาถึงจุดนี้ ทุกคนคงจะงงว่าทำไม Stanley Kubrick ต้องแก้ปัญหาร้อยแปดพันเก้า เพียงเพื่อจะถ่ายฉากแสงเทียนเท่านั้นเอง คือจะใช้ไฟถ่ายหนังช่วยให้ระดับของแสงเพียงพอที่ฟิล์มจะสามารถถ่ายได้สบายๆ ก็ได้ไง แต่ไม่ใช่ผู้กำกับที่ชื่อ Stanley Kubrick เขาตอบว่าที่เขาทำแบบนี้ไม่ได้ทำเพื่อที่จะสร้างจุดเด่นจุดขายให้หนังหรือทำให้หนังดูน่าสนใจแต่อย่างใด เขาต้องการที่ถ่ายทอดภาพในหนังให้สมจริงเหมือนอย่างที่มันเป็นในยุคศตวรรษที่ 18 ในสมัยที่ยังไม่มีแสงไฟประดิษฐ์  เขาต้องการเก็บแสงบรรยากาศจริงของปราสาทยามค่ำคืน …แสงเทียนที่สะท้อนบนเสื้อผ้าย้อนยุคและใบหน้าของนักแสดง …แสงเทียนที่ส่องอย่างพลิ้วไหวบนใบหน้าของนักแสดงนั้น เราไม่สามารถที่จะบันทึกได้เลยถ้ามีการใช้แสงไฟประดิษฐ์เข้าช่วยในการเพิ่มระดับความเข้มของแสง

At this point, you may ask why Stanley Kubrick went through all that troubles just to have the scene lit only with candles.  He could easily use artificial lights filling the ambient light in the scene up to the exposure level.  He replied that he wasn’t doing this just for a gimmick, but he wanted the actors to be seen as they would have been seen in the 18th century where there was no artificial light.  He wanted to capture the ambience of the old castles at night and the glimmering of the candle light on costumes and actors’ faces.  You cannot see the candle light flickering on the actor’s face using an artificial light.

8-candlelight

10-candlelight


Technology serves Creativity
จงใช้เทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีทุกวันนี้จะสามารถช่วยให้เราบันทึกภาพโดยการให้แสงจากเทียนเพียงแค่เล่มเดียว หรือแม้แต่แสงจันทร์ได้อย่างง่ายดาย  เรามีแม้กระทั่งกล้องที่มีเซ็นเซอร์ที่ไวแสงสูงมาก  ในกล้องบางรุ่นสูงถึงกว่า 4,000,000 ASA  ที่ความไวแสงขนาดนี้กล้องสามารถถ่ายภาพที่สายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยซ้ำ  แต่ระวังกับดักความทันสมัยนี้ที่อาจทำให้เทคโนโลยีครอบงำความคิดสร้างสรรค์ของเรา ลองดูการสร้างสรรค์ “ฉากแสงเทียน” ของ Kubrick เป็นตัวอย่าง  เขาเริ่มจากความคิดที่ต้องการจะบันทึกและถ่ายทอดภาพที่สมจริงให้มากที่สุดแล้วเขาค่อยหาวิธีที่จะทำภาพฝันของเขาให้เป็นจริง  Kubrick ถ่ายทอดภาพยนตร์เรื่อง Barry Lyndon ออกมาได้อย่างมีศิลปะสวยงาม  โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำความคิดของเขาให้เป็นจริง  หนึ่งในเทคโนโลยีนั้นคือเลนส์ที่มีหน้ากล้องกว้างที่สุดเท่าที่เคยมีมา Carl Zeiss f / 0.7

Though today’s technology can let us capture an image lit with a single candle light or even a moonlight very easily.  We even produce an unbelievably fast sensor, over 4,000,000 ASA in some camera.  With that incredibly high sensitivity, the camera can see things human eye cannot see, but don’t let the technology lead your creativity.  Look at the candle light scene for example, the director started out with an idea of capturing the scene in a genuine environment and find a way to make his dream come true.  Stanley Kubrick achieved this cinematic art by using technology to serve his creativity and made Barry Lyndon one of the most unique and beautiful films of all time.

11-4m-asa-cam
กล้องเซนเซอร์ไวแสงถึง 4,000,000 ASA
12-4m-asa-footage
ภาพที่ได้จากกล้องเซนเซอร์ไวแสง
2-kubrick-on-barrylyndon-set
โฉมหน้าผู้กำกับ Stanley Kubrick (ซ้ายสุด)

 

References:

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s