Reservoir Dogs: งบน้อย ก็บ่เป็นหยังดอก (Low Budget Film? No Problemo)

What The F*ck!!!

ขอโทษครับที่ใช้คำไม่สุภาพ  พอดูหนังเรื่องนี้กี่ทีๆ ก็อินจัด หลุดทุกทีเลย

ใน La La Land อุดมไปด้วยฉาก magic hour เยี่ยงใด ในหนัง Reservoir Dogs ก็อุดมไปด้วย F. Word เยี่ยงนั้น ตั้ง 272 ครั้งภายใน 99 นาที แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น… ประเด็นที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้ที่ผมอยากแชร์คือ วิธีการเล่าเรื่องของผู้กำกับ Quentin Tarantino นอกจากการเรียงลำดับเรื่องสลับไป-สลับมาเพื่อบอกถึงที่มาที่ไปของตัวแสดงแต่ละตัวอย่างน่าสนใจแล้ว เขายังทำให้คนดูรู้สึกถึงฉากโจรกรรมที่ผิดพลาด และที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้นั้นคือ ฉากตัดหูตำรวจตัวประกันที่สุดโหด…

ใช่ครับ… “รู้สึก”  เพราะภาพของฉากเหล่านี้ไม่ได้อยู่บนจอเสียด้วยซ้ำไป  หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับการโจรกรรมล้วนๆ แต่ทว่าไม่มีฉากโจรกรรมเลยแม้แต่ฉากเดียว  เขาทำให้คนดูรับรู้ถึงการปล้นที่ผิดพลาดเหมือนได้ดูฉากนั้นไปแล้วผ่านการเล่าของตัวแสดงที่มารวมตัวกันที่จุดนัดพบ  ฉากตัดหูตำรวจตัวประกัน Quentin Tarantino เล่นกับจินตนาการของคนดูทำให้เราเข้าถึงความโหดร้ายได้โดยไม่ต้องมีเลือดสาด

Sorry for the foul language, but the F word has been said 272 times in Reservoir Dogs!!!  That’s a whole lot of “Fuck” in just 99 minutes.  It’s kind of catch on every time after I watched the film.  Anyway.  The real big impression when I first watched this film is a way the director, Quentin Tarantino, portrays the story.  Not only does the editing jump back and forth to reveal each character’s background, but also the director enables us to “feel” the intensity of the heist gone awry and the violence of the hostage cop’s ear being cut off.  That’s right.  Tarantino makes us “feel” because those actions are not even on the screen at all.  Though this is a heist movie, we never saw the actual heist.  The characters’ conversations make us feel that we have seen the heist scene already.  While the cop’s ear is being cut off, the camera just pans away and pans back when it’s all done.  We feel the cop’s agony through his scream without seeing the actual cut.

fuckyou


ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ชื่อเสีย(ง)ของ Edward Bunker เป็นที่โจษจันว่าเป็นนักโทษที่อายุน้อยที่สุดนั่นคือ 17 ปี Edward เข้า-ออกคุก San Quentin เป็นว่าเล่น ซึ่งถือเป็นคุกที่อันตรายและมีนักโทษรอการประหารชีวิตมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา (โดยปกติเด็กอายุเท่านี้ก่ออาชญากรรมจะไม่ต้องถึงกับติดคุก แต่จะเข้าอารมณ์ประมาณ “บ้านเมตตา” ของไทย ยกเว้นว่าอาชญากรรมนั้นจะร้ายแรงสุดๆ จริงๆ)  และตลอดเวลากว่า 20 ปีเขาเข้าๆ ออกๆ คุกมากมายจากคดีปล้นธนาคารและยาเสพติด  ถึงขั้นเคยติดอยู่ในบัญชีรายชื่อ 10 ผู้ร้ายที่ FBI ต้องการตัวมากที่สุดในอเมริกา

และเมื่อเวลาต่อมา Quentin Tarantino ปรารถนาจะแจ้งเกิดจากหนังเรื่องแรกที่เขากำกับ Quentin จึงเสาะแสวงหาอาชญากรจริงๆ มาเป็นที่ปรึกษาในการถ่ายทอด “โลกแห่งอาชญากรรม ที่เป็นอยู่จริงๆ ผ่านหนังเรื่องนี้ให้หนังมีความสมจริงมากที่สุด และโชคชะตาก็พาให้เขาได้พบกับ Edward Bunker ทั้งท่าทางและการเคลื่อนไหวทุกอย่างบ่งบอกชัดเจนว่า คนนี้แหละอาชญากรตัวจริงเสียงจริงโดยที่ Edward ยังไม่ได้เอ่ยปากสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น

นับเป็นความประทับใจในแรกพบถึงขั้น Quentin เสนอบทของ Mr. Blue ให้เขาเล่นอย่างไม่ลังเล และนั่นคือจุดประกายที่ทำให้ Edward ได้ค้นพบพรสวรรค์ใหม่ของเขา  นั่นคือ การเขียน  หนังสือเล่มแรกของเขาที่ได้รับการตีพิมพ์ถูกเลือกมาสร้างเป็นภาพยนตร์  ซึ่งตัวเขาเองก็ได้รับบทในหนังเรื่องนั้นและ Tarantino ก็ยังเป็นหนึ่งในแฟนหนังเรื่องนั้นด้วย Edward Bunker ลาขาดชีวิตอาชญากรคนขี้คุกกว่า 20 ปี แล้วย้ายมาพำนักที่คฤหาสน์ส่วนตัวย่าน Beverly Hills  มูลค่าหลายสิบล้าน Edward ปรากฏตัวอยู่บนจอเงินกว่า 20 เรื่อง เป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคให้กับหนังอาชญากรรมหลายๆ เรื่องและที่เจ๋งที่สุดคือบทที่เขาเขียนอย่าง Runaway Train ได้รับเลือกเข้าชิงรางวัล Oscar

Wanted his directorial debut film to be as genuine as possible, Tarantino hired Edward Bunker, a real life criminal, to be his consultant.  Bunker’s job was to make sure that everything in the film appeared as authentic as it should be in a criminal world.  When Tarantino met Bunker, he decided to put Bunker in a role of Mr. Blue.  His reason was that every Bunker’s movement (walking, talking, and even turning his head) resembled a criminal.  Bunker committed a crime at a very young age.  At 17, he was the youngest inmate thrown into San Quentin Prison, the largest death row population and the most dangerous prison in the United States.  For over 20 years, Bunker has been in and out of several prisons for bank robbery and drug dealing, and even was once on FBI’s top 10 most wanted list.  Bunker finally found his another talent in writing.  His first novel got published and made into a movie.  He even got to play a part in that movie, and a young Quentin Tarantino was among the movie’s fans.  Edward Bunker turned away from his 20 year criminal career to star in more than 20 films, be a technical advisor on several crime movies, and get an Oscar nomination from his screenplay.  He is the coolest ex-con who lived among stars in Hollywood ever.

rpzfqb8


Low budget?  No Problemo

g1375495883390078326-jpg

Tarantino วางแผนที่จะถ่ายหนังเรื่องนี้ด้วยกล้องฟิล์ม 16 mm. ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 30,000 ดอลลาร์ พร้อมกับเล่นบท Mr. Pink เองด้วย เรียกได้ว่าต้องถ่ายเอง-เล่นเอง-กำกับเอง  แถมยังให้ Producer ของหนังลงมารับบทแสดงด้วย  โชคดีมากที่เพื่อนของเขาส่งบทให้กับ Harvey Keitel อ่าน ซึ่ง Keitel ชอบบทมากและอยากมีส่วนร่วมในหนัง  เขาไม่เพียงแต่มารับบทเป็น Mr. White เท่านั้น แต่เขายังช่วยหาทุนเพิ่มให้หนังจนได้ถึง 1.5 ล้านดอลลาร์  เงินจำนวนนี้อาจจะดูเยอะแล้ว แต่ถ้าเปรียบเทียบกับงบของหนังเรื่องอื่นๆ ของ Hollywood ที่ถ่ายทำในปีนั้น (30-40 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างต่ำ) ยังถือว่าน้อยนิดเหลือเกิน  Tarantino ต้องจัดการงบประมาณอย่างระมัดระวังเพื่อให้สามารถถ่ายทำได้จบเรื่อง

เริ่มง่ายๆ ก็นักแสดงทุกคนต้องเอาเสื้อผ้ามาเอง  เมคอัพไม่ต้องพูดถึง  หนังทั้งเรื่องถ่ายในช่วงเวลากลางวันเพื่อจะได้ไม่ต้องเช่าไฟมาจัดแสงเพิ่มเติม  และผมเดาว่ายังมีอีกเหตุผลที่ทำให้ทีมงานพยายามถ่ายทำแต่เวลากลางวันแต่พวกเขาไม่บอก คือ โกดังที่ใช้เป็นฉากหลักของเรื่องนั้นเคยเป็นโกดังเก็บศพมาก่อน จำทางลาดที่ Mr. Orange นอนพะงาบๆ จมกองเลือดอยู่ได้ไหมครับ นั้นก็เคยใช้เป็นทางเข็นโลงศพเข้าๆ ออกๆ ส่วนที่เห็นเหมือนลังไม้ที่ Mr. Blonde นั่งอยู่ จริงๆ แล้วคือรถเข็นโลงศพ (บรึ่ยย..)

Started the project with a budget of US$30,000, Tarantino planned to shoot the film with a 16mm. camera and play one of the main characters, Mr. Pink, himself.  He even had his producer play a role of Nice Guy Eddie too.  Luckily, Harvey Keitel got to read a script and decided to get involved in the film.  He not only stared in the film, but also helped producing and raising the budget to US$1.5 million.  This amount might seem to be a lot of money, but it was still considered a very low budget comparing to an average budget of Hollywood movies shot the same year (around US$30-40 million).  Tarantino had to manage his money very carefully.  In order to make the budget last throughout the film, most of the actors had to bring their clothing as wardrobe.  The entire film was shot during the daytime, so the filmmakers didn’t have to rent more lights.  Another reason, I believe, they shot the film in daytime especially in the main location, the warehouse, because it used to be a mortuary.  The ramp where Mr. Orange drowned in his blood was used to carry coffins up and down.  The crate where Mr. Blonde sat on was actually an old hearse, a vehicle conveying the coffin at a funeral.  I think the filmmaker got a good deal renting this place for filming, but it kind of spooky filming the scenes at night…

b08c57b61d7a707e38032a9d7f088b839f484459


Low Budget Slo-mo

resdogsbdcap1_original

หนึ่งในฉากที่เด็ดดวงของหนังเรื่องนี้คือ ฉากเปิดเรื่อง ที่ถ่ายภาพเปิดตัวนักแสดงแต่ละคนด้วย Slow Motion  การถ่ายทำฉาก Slow Motion ทุกวันนี้ไม่ค่อยติดปัญหาเรื่องทุนสักเท่าไรนัก  ถ้าเราไม่ถ่ายขนาด 1,000 fps  ซึ่งในการถ่ายทำที่สปีดสูงขนาดนั้นแล้วต้องการคุณภาพ Footage ที่ดี  ต้องพึ่งกล้องที่สำหรับถ่าย High Speed โดยเฉพาะ อย่างกล้อง Phantom Flex4k ซึ่งให้คุณภาพระดับ 4k ที่สปีด 1,000fps  และยังต้องใช้ไฟ HMI แบบพิเศษที่มีบัลลาสต์ความถี่สูงขนาด 1000Hz เพื่อให้แน่ใจว่าภาพที่ได้จะไม่มีการกระพริบของแสง  การถ่ายทำ Slow Motion ด้วยฟิล์มนั้นสิ้นเปลืองมากอาจจะต้องใช้งบมากกว่าการถ่ายสปีดปกติหลายเท่าตัวเลยทีเดียว  ด้วยงบประมาณที่จำกัด Tarantino จึงเลือกที่จะถ่ายทำฉากนี้ด้วยสปีดธรรมดา (24 fps) แล้วมาเบิ้ลเฟรมในขั้นตอนการตัดต่อ วิธีนี้ทำให้เขาได้ภาพ Slow Motion ที่ 48 fps แถมด้วยลุคของภาพแบบสะดุดนิดๆ ซึ่งเข้ากับเพลงประกอบและอารมณ์ของหนังมาก เป็นการแก้ปัญหาที่ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว ได้ทั้งประหยัดงบ แถมมาด้วยการกล่าวขวัญชื่นชมอีก

โดยทั่วไปเราจะเรียกการถ่าย Slow Motion ว่า Overcrank (เพราะในสมัยก่อนกล้องยังไม่มีระบบมอเตอร์ต้องใช้มือหมุนระบบกลไกให้ฟิล์มวิ่งผ่านช่องรับแสง  ยิ่งหมุนเร็วภาพที่ได้ก็จะยิ่งช้าลง)

แล้วเราจะเรียกการถ่ายทำฉากนี้ว่าอะไรดี… Double Crank?

One of the famous scenes on this movie is the opening sequence where the film introduces each character and shoots them on slow motion.  Shooting a slow motion scene todays may not be a budgetary problem as long as you didn’t go to a thousand frame per second where you need a Phantom, a special high-speed camera which can deliver 1,000fps at 4k resolution, and a 1000Hz high speed ballast HMI light to get a flicker-free image.  However.  Shooting a slow motion scene on film can cost double, triple, or more depending on the speed you shoot.  With a limited budget, Tarantino decided to shoot the entire sequence on a normal speed, 24 fps, and doubled every frame in post.  This way he got the 48 fps slow motion and a cool jerky look on his film.

We usually call it overcrank when shooting slow motion (in the old days, cameraman had to turn or crank camera manually because there was no motor in the camera).

What about this scene?  Should I call it…“Double Crank”?

References:

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s